การเลี้ยงสัตว์ สู่อาหารอย่างปลอดภัย

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกต่างให้ความสนใจต่อความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพัฒนา ที่มีความเข้มงวดในการนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศ โดยได้กำหนดระเบียบการเลี้ยงสัตว์ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์เพื่อให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพดีปลอดภัยต่อการบริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นหลักสวัสดิภาพสัตว์นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้เนื้อสัตว์ที่ดีมีคุณภาพ ปลอดภัย ปลอดสาร และปราศจากการทรมานสัตว์แล้ว ยังถือเป็นการช่วยตอกย้ำศักยภาพการส่งออกเนื้อสัตว์ของไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศทั่วโลกและสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย โดย

– สัตว์ที่เลี้ยงมีอิสระจากความหิว กระหาย และการให้อาหารที่ไม่ถูกต้อง

– มีอิสระจากความไม่สะดวกสบายอันเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อม

– มีอิสระจากความเจ็บปวด การบาดเจ็บ หรือเป็นโรค โดยมีระบบการป้องกันโรคที่ดี หรือ การจับไก่ในแต่ละครั้งเป็นไปอย่างนุ่มนวล การใช้อุปกรณ์อย่างเหมาะสม พื้นที่การเลี้ยงที่สอดคล้องกับธรรมชาติของสัตว์

– มีอิสระจากความกลัวและความทุกข์ทรมาน ด้วยสภาวะการเลี้ยงดูที่ไม่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจ เช่น ระหว่างการจับไก่ก่อนการเข้าโรงเชือด

– มีอิสระในการแสดงพฤติกรรมตามปกติของสัตว์ คือ มีอิสระการเป็นอยู่อย่างธรรมชาติ และมีความสบายตามชนิดของสัตว์นั้นๆซึ่งครอบคลุมในทุกส่วนของการเลี้ยงสัตว์

ดังนั้น เพื่อให้การเลี้ยงสัตว์เป็นไปอย่างถูกหลักอนามัยจะต้องเริ่มตั้งแต่การเลี้ยงในฟาร์ม ซึ่งต้องให้น้ำและอาหารอย่างพอเพียงตลอดเวลา พื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ไม่หนาแน่น สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มีสัตวแพทย์และสัตวบาลดูแลสุขภาพสัตว์อย่างสม่ำเสมอ สภาพแวดล้อมภายในโรงเรือน เช่น อุณหภูมิ ความชื้น การระบายอากาศ ต้องเหมาะสมและเพียงพอต่อการดำรงชีพของสัตว์ตลอดเวลา การขนส่ง ภาชนะที่ใช้ในการขนส่งสัตว์จะต้องดีและเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดอันตรายขณะขนส่งและความหนาแน่นของสัตว์ในขณะขนส่งจะต้องไม่มากเกินกว่าที่กำหนด ในส่วนของโรงงานแปรรูป จะต้องจอดพักในบริเวณที่เหมาะสมและสบายสำหรับตัวสัตว์ เพื่อลดความเครียดของสัตว์ ทุกขั้นตอนการแปรรูปต้องเป็นไปอย่างนุ่มนวลโดยเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญและผ่านการฝึกอบรมด้านสวัสดิภาพสัตว์

การเลี้ยงสัตว์ให้ประสบความสำเร็จนั้นล้วนต้องมีการคำนึงถึงผลกำไร

ปศุสัตว์หมายถึงสัตว์เศรษฐกิจที่มนุษย์นำมาเลี้ยงเพื่อผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น เพื่อใช้งานและเป็นอาหาร สัตว์เศรษฐกิจมีทั้งสัตว์สี่เท้า เช่น โค กระบือ ม้า แพะ แกะ สุกร และ สัตว์ปีก เช่น เป็ด ไก่ ห่าน ไก่งวง เป็นต้น ในปัจจุบันอาชีพเลี้ยงสัตว์ได้รับความนิยมและมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งในการเลี้ยงสัตว์ให้ประสบความสำเร็จนั้น ล้วนต้องมีการคำนึงถึงผลกำไรที่สูงกว่าต้นทุนในการผลิต ซึ่งผลกำไรที่สูงขึ้นนั้นส่วนหนึ่งนั้นมาจากผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นด้วย และในการเพิ่มผลผลิตที่มากขึ้นนั้น มีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คือพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ในส่วนของพันธุกรรมคือ การมีพันธุ์สัตว์ที่ดี ให้ผลผลิตสูง และในส่วนของสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การอยู่ในสถานที่ที่ปลอดจากโรคระบาด ทำให้สัตว์แข็งแรงและให้ผลผลิตได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งอาหารก็มีส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตและการเจริญเติบโตของสัตว์เป็นอย่างมาก จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาอาหารสัตว์ และใช้สารเสริมในอาหารสัตว์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิต สารเสริมอาหารสัตว์ ที่นิยมใช้ประเภทหนึ่งคือ สารต้านจุลชีพ หรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) ซึ่งได้มีการนำมาใช้ เป็นเวลานานพอสมควรมาแล้ว เพราะได้มีการค้นพบว่า ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อนั้น หากนำมาใช้ในระดับต่ำกว่าปริมาณที่ใช้ในการรักษาโรค จะมีฤทธิ์เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตได้ แต่เนื่องมาจากการที่สัตว์ได้รับสารต้านจุลชีพในระดับต่ำๆ เป็นเวลานานอาจจะก่อให้เกิดการพัฒนาของเชื้อจุลินทรีย์ที่สามารถดื้อยาในลำไส้ได้ และยังมีสารตกค้างในผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ปัจจุบันในต่างประเทศจึงได้มีการวางมาตรการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด โดยในประเทศ ในกลุ่มประชาคมยุโรป ไม่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารสัตว์อีกต่อไป ซึ่งในปัจจุบันการห้ามใช้ยาปฏิชีวนะนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลหลักในการกีดกันทางการค้า

ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาแนวทางใหม่เพื่อผลิตสัตว์ในสภาวะที่ปลอดสารเคมี โดยการหันมาใช้สารเสริมในอาหาร(feed additive) แทน ซึ่งสารเสริมในอาหารที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะนี้ เป็นสารชีวภาพชนิดต่างๆ จากธรรมชาติหลายรูปแบบ ที่อาจนำมาใส่เสริมลงในอาหารสัตว์ ตัวอย่างเช่น สมุนไพรพื้นบ้าน จุลินทรีย์โพรไบโอติกและสารพรีไปโอติก โดยสารเสริมในอาหารจากธรรมชาติเหล่านี้ จะถูกนำมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ลดปริมาณเชื้อก่อโรคในลำไส้ เพิ่มภูมิต้านทานแก่สัตว์ โดยไม่ทำให้มีสารตกค้างที่ทำอันตรายต่อผู้บริโภคได้ รวมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตและหลีกเลี่ยงการเกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม สารเสริมอาหารที่น่าสนใจที่จะกล่าวถึง ในที่นี้คือสารพรีไปโอติก มอซ ซึ่งเอามาจากภาษาอังกฤษ คือ MOS ซึ่งเป็นชื่อย่อของน้ำตาลโมเลกุลสั้น ประเภทหนึ่งคือ Manno Oligosaccharides

การเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดในสัตว์

b4-ok(1)
ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยมีความแปรปรวนในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้สัตว์ต่างๆ เช่น โค กระบือ แพะ แกะ สุกร เกิดความเครียด และมีผลต่อระดับภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสัตว์อ่อนแอ โดยเฉพาะสัตว์ที่ต้องเดินทางหรือเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สัตว์ที่ไม่แข็งแรงจะไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย และยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โรคระบาดต่างๆแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่นได้อีกด้วย ซึ่งการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดสัตว์นั้นจำแนกเป็นการเฝ้าระวังและควบคุมโรคในสัตว์ใหญ่และสัตว์ปีก

ปัญหาโรคที่เกิดกับสัตว์อีกหลายโรคที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเกิดการระบาด ทำให้โรคแพร่กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆของประเทศ ทั้งรัฐบาลและเอกชนผู้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ก็ได้เฝ้าระวัง หาวิธีป้องกันการระบาดของโรคสัตว์เพื่อให้ทราบสาเหตุของการเกิดโรค ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายของโรค โดยการเฝ้าระวังและสังเกตการณ์เพื่อหาวิธียับยั้งการระบาดของโรคสัตว์ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลปศุสัตว์ของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ที่ดี มีหลังคาป้องกันฝน ลม ละอองฝนได้เป็นอย่างดี มีการจัดเตรียมน้ำ อาหาร ยา และเวชภัณฑ์ให้พร้อมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพสัตว์ให้แข็งแรง และที่สำคัญต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งเข้าและออกจากบริเวณฟาร์ม และเข้มงวดเรื่องคนงานในเล้าคลอด ห้ามปะปนกับส่วนอื่น รวมทั้งเข้มงวดเรื่องการฆ่าเชื้อก่อนเข้าโรงเรือน

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคในสัตว์

1.ชนิดและคุณสมบัติของตัวเชื้อโรค เชื้อโรคบางชนิดมีความรุนแรงน้อยบางชนิด มีความรุนแรงมากและถึงแม้จะเป็นเชื้อชนิดเดียวกัน ถ้าสภาวะแตกต่างกันความรุนแรงของโรค ก็อาจแตกต่างกันได้
2.ปริมาณของเชื้อที่สัตว์ได้รับเข้าไป ถ้าสัตว์ได้รับเชื้อในปริมาณที่มากหรือได้รับเชื้ออยู่ตลอดเวลาโอกาสที่จะเกิดโรคก็มากขึ้นด้วย
3.วิถีทางที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อโรคบางชนิดมีความเหมาะสมในการก่อให้เกิดโรคได้ดี ถ้าเชื้อนั้นเข้าร่างกายโดยวิธีทางจำเพาะของมันแต่ถ้าเข้าไม่ถูกทางโรคอาจจะไม่เกิดขึ้น
4.ภูมิคุ้มกันของร่างกายสัตว์เอง ถ้าสัตว์มีระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อเชื้อโรคได้ดี โอกาสเกิดโรคก็ลดลง
5.การจัดการด้านสุขาภิบาลที่ดี เช่น การทำความสะอาด พ่นยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ ดูแลสภาพแวดล้อมในโรงเรือนให้เหมาะสม ไม่ร้อน อบอ้าวเกินไป หลีกเลี่ยงการทำให้สัตว์เครียด ฯลฯ

แนวโน้มการเลี้ยงโคนมในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนี้ธุรกิจโคนมกลายมาเป็นธุรกิจที่เกษตรกรต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากภาครัฐบาลได้มีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในจุดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นและธุรกิจการสั่งโคนมจากต่างประเทศเข้ามาค้าขายก็เริ่มมากขึ้น ทั้งนี้เป็นที่คาดการณ์ธุรกิจนี้จะได้ระบความนิยมไปอีกยาวนาน  เนื่องจากสภาวะราคานมผงและหางนมผงในตลาดโลกได้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยกลไกภายในประเทศของผู้ส่งออกรายใหญ่ อย่างเช่น สหรัฐและกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป ในการควบคุมสินค้า สำหรับการขยายตัวของการเลี้ยงโคนมส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่มจำนวนของลูกฟาร์มของธุรกิจภาคเอกชนที่ทำธุรกิจระบบครบวงจรโดยเฉพาะบริษัทที่มีเป้าหมายการใช้น้ำนมดิบเพื่อการแปรรูปตามแผนที่ตั้งไว้สำหรับอนาคต  เมื่อมองที่ธุรกิจการผลิตนมพร้อมดื่มในปัจจุบัน ซึ่งการแข่งขันกันในแง่การตลาดกำลังทวีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้ถ่ายผู้ซื้อน้ำนมดิบจากกลุ่มเกษตรกรแทนผู้รับซื้อเจ้าเดิม ในแง่ผู้เลี้ยงเองแนวโน้มของความอิ่มตัวของตลาดนมพร้อมดื่มก็ใกล้เข้ามาแล้วถึงแม้การแปรรูปน้ำนมดิบเป็นนมผงได้เป็นเป้าหมายที่หลาย ๆ จากแนวโน้มที่จะสูงขึ้นแทบที่จะเป็นเดือนต่อเดือน เพราะฉะนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้นกว่าเดิม  เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อตัวได้มากขึ้นและลดต้นทุนต่อหน่วยของน้ำนมให้ต่ำลงซึ่งทั้งนี้จะต้องอาศัยการเลี้ยงและการจัดการอย่างเป็นวิชาการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มระดับเล็กหรือใหญ่ ถ้าคิดจะเลี้ยงโคนมจะต้องกระโดดลงมาเล่นเองแล้วศึกษาวิทยายุทธ์ไปเรื่อย ๆ จึงจะสำเร็จแต่ถึงกระโดดลงมาเลี้ยงเองถ้าไม่พัฒนาความรู้ตัวเองให้ทันกับยุคสมัยที่เขาจะเลี้ยงโคนมที่ให้นมสูง ๆนั้น เอาแต่เลี้ยงไปแบบไม่ค่อยได้ใส่ใจสักเท่าไรจะส่งผลให้ โคก็ผอมโทรมและก้ได้ปริมาณน้ำนมน้อยอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นควรพร้อมในเรื่องเวลาที่จะให้กับกิจการและความสนใจในศิลปะและศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมจะเป็นตัวหลักที่ชี้ว่าจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่

สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจที่จะทำธุรกิจโคนม คือ

1.ทำเลที่จะเลี้ยง จะต้องอยู่ใกล้แหล่งรับซื้อนม เพราะสามารถนำส่งถึงแหล่งรับนมโดยเร็วหลังจากรีดเสร็จ และทำเลที่เลี้ยงก็จะต้องมีปริมาณพื้นที่ที่จะทำแปลงหญ้าได้ด้วย

2.เงินทุน ส่วนใหญ่จะใช้ไปในการซื้อแม่โคนมและค่าโรงเรือน

3.พันธุ์โค เนื่องจากอยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนพันธุ์โคนม โดยเฉพาะโคนมลูกผสมที่เกิดขึ้นในประเทศ

4.การเข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับผู้เริ่มต้นเลี้ยงโคนม เพราะในกระบวนการเลี้ยงดูและการจัดการเป็นเรื่องใหม่ที่แตกต่างไปจากการเลี้ยงโคเนื้อหรือโคพื้นเมืองทั้งความละเอียดอ่อนในแง่มุมต่าง ๆ

การส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เพื่อจำหน่าย

1773_1
ปัจจุบันมีการพัฒนาสัตว์เศรษฐกิจใหม่ขึ้นอีกหลายชนิดทั้งจากการนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ เช่น หมูป่า และการนำเข้ามาจากต่างประเทศ นกกระจอกเทศ ซึ่งสามารถนำมาเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ โดยมีแนวโน้มจะสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต เพราะสามารถนำทุกส่วนมาทำเป็นผลผลิตขายได้ การเลี้ยงสัตว์จัดได้ว่าเป็นอาชีพที่ทำกันอย่างแพร่หลายกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย สัตว์เศรษฐกิจที่นิยมเลี้ยงมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ทั้งเลี้ยงเพื่อบริโภคภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ โดยการเลี้ยงสัตว์สามารถทำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทยถือได้ว่ามีศักยภาพและใช้เทคโนโลยีเทียบเท่ากับนานาประเทศ เนื่องจากผลผลิตที่ผลิตได้จากประเทศไทยสามารถตอบสนองต่อความต้องการบริโภคและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพตามมาตรฐานทั้งจากยุโรปหรืออเมริกา

สัตว์เลี้ยงจำพวกโคกระบือ สุกร ไก่และเป็ด ล้วนมีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นสินค้าจำหน่ายเพื่อการบริโภค เนื้อ นม ไข่ โดยตรงแล้ว ยังมีผลพลอยได้หลายชนิดทำเป็นเครื่องอุปโภคและเครื่องใช้ได้หลาย ๆประเภท สินค้าบางชนิดมีปริมาณมากจนกระทั่งสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้ด้วย นับว่าผลผลิตจากสัตว์นี้ช่วยลดการเสียดุลการค้าได้ประการหนึ่ง ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยมีอาชีพทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แม้ว่าจำนวนผู้ประกอบอาชีพเกษตรจะมีแนวโน้มลดลงอันเป็นผลมาจากทิศทางของระบบเศรษฐกิจไทยมุ่งไปสู่การประกอบการด้านอุตสาหกรรม การเลี้ยงสัตว์นับเป็นอาชีพที่สำคัญของเกษตรกรไทย

หลักการเลี้ยงสัตว์เพื่อจำหน่าย

1.ความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณและกลุ่มเป้าหมายของผู้บริโภค
2.ต้นทุนการผลิต เป็นค่าใช้จ่ายในการผลิตทั้งหมด รวมทั้งแหล่งการเงินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการ ราคาต้นทุนสูงแต่ผลผลิตต่ำหรือไม่แน่นอนก็ไม่ควรตัดสินใจ
3.ความรู้และทักษะของผู้ผลิต เป็นสิ่งสำคัญมากเนื่องจากการเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตต้องมีทักษะและเทคนิคชั้นสูงรวมทั้งเทคโนโลยีจึงจะไปได้รอด ความรู้และวิชาการสมัยใหม่เป็นสิ่งจำเป็น
4.เปิดโลกทัศน์การเลี้ยงสัตว์ตัวใหม่ ถ้าเป็นผู้ริเริ่มเป็นคนแรก และมีตลาดรองรับ โอกาสที่จะประสบผลสำเร็จเป็นไปได้สูงมาก
5.สถานที่เลี้ยงสัตว์ต้องเหมาะสมกับสัตว์แต่ละประเภท รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆด้วย